Q10 Love พิชิตหัวใจยัยตัวแสบ

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

Q10 Love พิชิตหัวใจยัยตัวแสบ

ตั้งหัวข้อ  kesmani on Sun Apr 18 2010, 09:13

“แง้ๆๆๆๆ” เสียงแหลมของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งร้องไห้ดังลั่นสนามเด็กเล่นทำให้เด็กชายที่กำลังนั่งก่อดินเล่นอยู่อีกมุมหนึ่งของสนามต้องลุกขึ้นหันมามองถึงที่มาของเสียง “ไอ้อ้วน...ฮือๆ...อึก...เอาของเค้าคืนมานะ...อึก...ฮือๆๆๆ”

“เฮ้ย!!! ใครทำยัยน้ำแข็งร้องไห้ว่ะ” เสียงเด็กชายเดินตะโกนมาแต่ไกลอย่างองอาจ OoO

“ข้าเองจะทำไมเหรอไอ้หน้าหล่อฮ่าๆๆๆ ^_^” สิ้นเสียงเด็กอ้วนลูกสมุนหมูทั้งหลายที่ยืนอยู่ข้างหลังต่างหัวเราะขึ้นพร้อมกันอย่างกับกดรีโมท

“ผลัวะ!!! ตุ๊บตั๊บๆๆ !!!” O( )O เสียงตะลุมบอลของศึกแห่งความเป็นชายได้เริ่มต้นขึ้น โดยไม่ต้องมีกรรมการสั่งชก

“เอานี่ใช่มั้ยที่เธอถูกไอ้หมูอ้วนมันแย่งไป” เด็กชายยื่นแหวนของเล่นที่แถมมาจากขนมให้กับเด็กหญิงหลังจากศึกเจ้าสังเวียนผ่านไปด้วยชัยชนะ

“ฮือๆๆ...ขอบคุณมากนะ...อึก...พี่ต้นข้าว...ฮือๆๆ...เจ็บมากมั้ย” เด็กชายนามว่าต้นข้าวส่ายหน้าแล้วยิ้มราวกับเทพบุตรหลุดมาจากสวรรค์ >O< ต้นข้าวลุกขึ้นยืนแล้วยื่นมือมาจูงมือป้อมของน้ำแข็งก่อนจะชวนกันเดินกลับบ้านเมื่อเห็นว่าใกล้จะค่ำแล้ว



หลังจากนั้นหลายเดือนต่อมาต้นข้าวต้องย้ายสำมะโนครัวไปที่อังกฤษเพราะคุณแม่ของต้นข้าวได้แต่งงานใหม่ก็เลยย้ายไปอยู่กับสามีทำให้ต้นข้าวกับน้ำแข็งต้องแยกจากกัน =_=

“พี่ต้นข้าวสัญญาน่ะว่าจะไม่ลืมน้ำแข็ง โตขึ้นน้ำแข็งจะเป็นเจ้าสาวของพี่ต้นข้าวน่ะ >///<”

“น้ำแข็งได้เอาแหวนมาด้วยมั้ย” เด็กหญิงล้วงเข้าไปในกระเป๋ากระโปรงก่อนจะยื่นแหวนของเล่นให้กับต้นข้าว

“เอาอันนี้เป็นแหวนแห่งสัญญาของเรานะ เก็บไว้ดีๆ ล่ะ” ต้นข้าวยัดแหวนของเล่นลงบนนิ้วสั้นป้อมของน้ำแข็ง เด็กหญิงยิ้มแป้นพยักหน้ารับ “อื่ม” O///O



ฉันจำได้ว่าฉันตอนนั้นอายุแค่ 8 ขวบฉันได้สัญญากับพี่ต้นข้าวที่เป็นรักแรกของฉันว่าถ้าโตขึ้นเราจะแต่งงานกัน โฮ่ๆๆๆ ^_^ แล้วหลังจากผ่านมาหลายปีตัวฉันก็โตเป็นสาวสวยสะพรั่งและกำลังจะขึ้น ม.ปลายในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ ฉันสามารถสอบเข้าโรงเรียน Q10 (คิว-เทน) (แน่ใจนะว่าชื่อโรงเรียน) >o< ได้โรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงมากและส่วนใหญ่จะมีแต่ลูกผู้ดีมหาเศรษฐีหัวกะทิมาเรียนกัน ถึงฉันจะไม่ได้เป็นลูกเศรษฐีแต่ฉันก็สามารถสอบเข้าได้ตามข้อตกลงที่ให้กับคุณแม่สุดที่รักได้ เย้ ~ ฉันคิดว่าพวกลูกผู้ดีกิริยามารยาทของพวกเขาเหล่านั้นคงจะดีมากๆ OoO และนั้นคือสิ่งที่ฉันหวังเมื่อฉันเข้าไปในสังคมที่ดีฉันก็จะซึมซับเอาแต่สิ่งที่ดีรวมถึงกิริยามารยาทที่งดงามและนั่นมันก็เป็นเหมือนกับการเตรียมตัวเป็นเจ้าสาวที่สมบูรณ์แบบเพื่อพี่ต้นข้าวด้วยโฮ่ๆๆๆ ^^ ~ ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวฉันช่างเป็นคนสวยและฉลาดอะไรเช่นนี้ *O* คิดถึงอดีตกับอนาคตอันสดใสแล้วมันกระชุ่มกระชวยใจดีจริงๆ เลย แต่ว่าวันนี้เฮ้อ...คนสวยเซ็งเลยไม่มีอะไรทำไปเดินเล่นที่ห้างเพนกวิน (ดูชื่อแต่ละชื่อ) ดีกว่า ฉันลุกขึ้นจากที่นอนแล้วเดินมาเปิดตู้เสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยชุดอินเทรนๆ แล้วฉันก็เลือกชุดมาได้ชุดหนึ่งก่อนจะลองสวมแล้วเดินไปอวดโฉมตัวเองที่หน้ากระจกบานใหญ่ที่ซื้อมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ

คนสวยใส่อะไรก็สวยเน้อ ฮุๆๆๆ ^o^+++ ฉันยืนหมุนตัวหน้ากระจกอยู่สามสี่รอบจนเริ่มมึนกับความสวยของตัวเองจึงหันมาหยิบกระเป๋าสีชมพูหวานคู่ใจขึ้นมาสะพาย ก่อนจะวิ่งลงไปข้างล่างเพื่อบอกกล่าวกับแม่ว่าลูกสาวคนนี้จะออกไปเผชิญโลกกว้างแล้ว (พูดเหมือนกำลังจะไปออกรบ)

“แม่ค่ะน้ำแข็งจะไปเดินเล่นที่ห้างเพนกวินแม่จะเอาไรเปล่า” ฉันถามขณะก้มลงใส่รองเท้าอยู่หน้าประตู

“งั้นแม่ขอผู้ชายสักคนแล้วกันนะจ๊ะ โฮ่ๆๆๆ ^___^”

“O[]O!!!”

“แม่ขอแบบว่ามองข้างหลังหล่อเหมือนมิตรไชย บัญชา มองข้างหน้าหล่อเหมือนสรพงษ์ ชาตรี แล้วก็บลาๆๆๆ” ฉันรีบเดินหนีออกจากบ้านมาปล่อยให้แม่พร่ำเพ้อถึงพระเอกในดวงใจต่อไปอย่างไม่สนใจ สงสัยแม่ฉันกำลังหลงยุคอยู่ล่ะมั้งว่านี่มันยุคไหน ยุคนี่มันต้องมาริโอ้ เมาเร้อ หรือไม่ก็นิชคุณ อะไรทำนองนั้น เฮ้อ ~ ฉันล่ะกลุ้มใจกับแม่ที่ไม่ค่อยจะเหมือนชาวบ้านชาวช่องเขาสักเท่าไหร่ ^.^ ฉันเดินมาได้สักพักก็มาถึงป้ายรถเมล์ โอ้ววว ~ รถเมล์มาแล้วพอดี๊พอดีโชคดีสุดๆ และยังยังไม่พอยังมีโชคชั้นที่สองอีกนั่นคือ...บนรถว่างมากๆ มันจึงทำให้ฉันสามารถนอนตีพุงสบายๆ มาจนถึงห้างเพนกวินได้ด้วยราคาที่แสนจะประหยัด 8 บาทเท่านั้น ฮุๆๆๆ ^^

ฉันลงจากรถแล้วเดินมายืนหน้าประตูห้างที่เป็นแบบอัตโนมัติเมื่อมีคนเดินผ่านมามันก็จะเปิดเองในขณะที่ประตูกำลังเปิดกว้างออกฉันรับรู้ได้ถึงความเย็นของเครื่องปรับอากาศที่แพร่กระจายออกมา ^0^ แอร์ที่ห้างมันเย็นดีจริงๆ เลยน่าจะซื้อไปติดที่บ้านซักเครื่อง (หล่อนติดว่าหล่อนเป็นใครจะซื้อแอร์ห้างมาติดที่บ้าน )

“โห ~ ตุ๊กตาบาบี้” ฉันอุทานออกมาด้วยความตื่นตาตื่นใจเมื่อเดินมาเจอร้านขายตุ๊กตาบาบี้ที่มีชื่อร้านว่า “บาบี๊บาบี้” สวยๆ ทั้งนั้นเลยอะ เดินเขาไปดูราคาซักหน่อยซิ โอ้ววว! แม่เจ้าราคา 40,000 บาทนี่มันตุ๊กตาทองคำหรือเปล่าหว่า? ทำไมมันแพงอย่างนี้ ฉันก้มลงค้นกระเป๋านับเงินที่มีทั้งหมด แป๋วววว ~ ฉันมี 400 บาทไว้ไปซื้อที่ตลาดนัดแถวบ้านตัวละร้อยแล้วกัน 0o0*** ถึงจะพูดยังงั้นฉันก็ยังเหลียวหลังกลับไปมองมันด้วยความอาลัยอาวรณ์อยู่ดี (เหมือนคนรักกำลังจะจากลากันอะไรประมาณนั้น)

“ตุ๊บ!” “โอ้ย!” “ว้าย!” ฉันที่กำลังอาวรณ์กับตุ๊กตาต้องร้องเสียงหลงเมื่อเดินไปชนเข้ากับใครก็ไม่รู้ เอ๊ะ ใครหว่าทำไม่เรามองเห็นแค่อกคนอะไรตัวสูงยังกับเปรตวัดสุทัศน์

“เป็นไรหรือเปล่า ถ้าไม่เป็นไรขอตัวแล้วกันนะแบบว่ารีบ”

“ผึ่ง” เสียงสายสร้อยเงินของฉันที่ไปติดอยู่ที่กระดุมเสื้อของนายนั้น ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ขาดออกจากกัน เป็นผลให้แหวนแห่งคำสัญญาของฉันที่ร้อยไว้ที่สร้อยหลุดกระเด็นไปไหนแล้วก็ไม่รู้

“หยุดเดี๋ยวนี้นะนาย นายนั่นแหล่ะเดินชนฉันแล้วไม่ขอโทษข้อนั้นฉันไม่ว่าแต่นี่นายทำสร้อยฉันขาดแหวนหมั้นฉันหายไปไหนไม่รู้” ฉันโมเมว่าเป็นแหวนหมั้นซะเลย -O-

“แหวนหมั้น ~ แหวนหมั้นบ้าที่ไหนเขาจะร้อยไว้ที่สร้อยเขาต้องใส่ไว้ที่นิ้วโน้นอย่ามามั่วยัยเตี้ย” เขาตะคอกใส่หน้าฉันอย่างไม่ยั้งแต่ที่มันจี้ด O=O!!! ที่สุดก็ตรงคำสุดท้ายนี่แหล่ะ ฉันเงยหน้าขึ้นเต็มความสูง 150 ซม.ของฉันตั้งใจจะด่าเต็มที่ แต่โอ้ววว O///O พระเจ้าช่วยกล้วยทอดทำไมไอ้บ้านี่ถึงได้หน้าตาหล่อขั้นเทพอย่างนี้ ฉันต้องตาฝาดแน่ๆ ที่มองไอ้คนปากเสียอย่างนี้หล่อ แล้วในขณะนั้นเองสายตาของฉันก็สะดุดเข้ากับของสิ่งหนึ่งที่อยู่ใต้รองเท้าคอนเวิดส์สีดำเห็นแค่เสียวฉันก็รู้ว่ามัน...มันคือ...

“ว้ายตายแล้ว! ไอ้บ้านายรีบยกรองเท้าราคาถูกและแสนจะสกปรกคู่นั้นออกจากแหวนของฉันเดี๋ยวนี้” ฉันร้องเสียงแหลมปี๊ดพร้อมกับผลักอกของเขาทำให้นายนั่นรีบยกเท้าขึ้นด้วยความตกใจเพราะคิดว่าเขากำลังยืนเหยียบแหวนราคาหลายแสนอยู่ แต่เขาต้องชะงักเมื่อสายตาอันแหลมคมของเขาสะดุดเข้ากับแหวนของเด็กเล่น นี่น่ะแหวนหมั้น ~ เขาอยากจะวิ่งรอบห้างเป็นนกเพนกวินนี่เขามามั่วเสียเวลากับเด็กปัญญาอ่อนที่ไหนก็ไม่รู้

“เนี่ยนะแหวนหมั้นของเธอยัยปัญญาอ่อน” เขาก้มลงหยิบแหวนขึ้นมาแล้วยกขึ้นมาดูด้วยแววตาที่ดูก็รู้ว่ารังสีอำมหิตกำลังแพร่กระจาย

“กะ...ก็ใช่นะสินายมองเป็นกำไลแขนหรือไง เอาคืนมาเดี๋ยวนี้”

“เนี่ยเหรอดูไม่เห็นจะมีค่าอะไรสักนิด”

“แต่มันมีค่าที่สุดในชีวิตฉัน เอาคืนมา -_-;!!!” ไอ้บ้านี้เริ่มพูดไม่รู้เรื่อง

“มีค่างั้นเหรอ ^_^ งั้นฉันจะยึดนี่ไว้เป็นค่าเสียเวลาของฉันแล้วกันนะ”

“ไม่ได้นะเอาคืนมาเดี๋ยวนี้ฉันบอกให้เอาคืนมาไอ้บ้า!” ฉันวิ่งไล่ตามร่างสูงของไอ้คนบ้าหน้าหล่อไปแต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว แฮ่กๆๆ โอ้ย! เหนื่อยทำไมมันต้องเป็นอย่างนี้ แง้ๆๆๆ แหวนของพี่ต้นข้าว กลับบ้านไปฉันจะคว้านท้องตัวเองเพื่อไถ่โทษที่รักษาแหวนแห่งคำสัญญาไม่ได้ (พูดเหมือนจะกล้าทำงั้นแหล่ะ) ฉันเดินคอตกกลับบ้านขากลับทำไมมันต่างกันราวฟ้ากับดินกับตอนไปนักนะขึ้นรถคนก็แน่นมากเบียดฉันจนเกือบแบนติดประตูตอนลงไม่รู้ไอ้บ้าคนไหนถีบฉันลงโดยที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว เป็นเพราะไอ้บ้านั่นคนเดียวที่พาเอาความโชคไม่ดีมาสู่ฉันชาตินี้ชาติหน้าขออย่าได้เจอกันอีกเลย แต่อ่า ~ ถ้าไม่เจอแล้วฉันจะเอาแหวนคืนจากใครล่ะ

“อ้าว กลับมาแล้วเหรอน้ำแข็งไหนล่ะของที่แม่สั่งนะฮิๆๆๆ ^-^” ฉันหันไปมองแม่ที่ตอนนี้ก็ยังอยู่ในห้องครัวเหมือนกับตอนที่ฉันออกไป ทำอะไรนะอยู่ในห้องครัวได้เป็นวันๆ ฉันคิดอย่างหงุดหงิด

“ไม่มีหรอกค่ะเจอแต่ไอ้เปรตตัวสูงนะเอามั้ย”

“น้ำแข็งไปวัดมาเหรอแม่นึกว่าไปห้างมาเสียอีก” แม่หันมาทำหน้าแอ๊บแบ้ว ^O^ เหมือนไม่รู้ว่าฉันกำลังพูดประชด เฮ้อ! วัยรุ่นเซ็งเลย ขึ้นไปสารภาพบาปกับพี่ต้นข้าว (รูปตั้งแต่สมัยพระเจ้าเหา) ดีกว่า

“เป็นอะไรของเขานะหรือว่าประจำเดือนมาไม่ปรกติ อย่างนี้มันต้องกินยาสตรีตราลิงพิชิตยอดมะพร้าว ฮ่าๆๆๆ >O<+++” คุณแม่ยืนบ่นพึมพำอยู่คนเดียวก่อนจะหันมาสนใจสูตรอาหารที่กำลังคิดค้นขึ้นมาใหม่สำหรับเป็นเมนูของค่ำคืนนี้ (จะกินได้มั้นเนี่ย =_=!!!)



และแล้วค่ำคืนของการทดลองเมนูสูตรใหม่ของคุณแม่ก็เริ่มขึ้นฉันเดินเข้ามานั่งลงที่เก้าอี้ด้วยสีหน้าที่ปั้นยาก นี่แม่เอาอะไรมาให้ฉันกินเนี่ยมันกินได้จริงหรือ เหมือนแม่ไปยกพืชทุกชนิดมาไว้ในที่เดียวกัน ฉันเงยหน้ามองแม่ที่นั่งยิ้มแป้นอยู่ฝั่งตรงข้ามหน้าตาของแม่บ่งบอกว่าแม่ภูมิใจเสนออาหารจานนี้มาก แล้วกลับมามองที่จานอาหารอีกครั้ง เฮ้อ! แล้วฉันจะรอดไปปฐมนิเทศในวันพรุ่งนี้หรือเปล่า

“กินซิน้ำแข็งอร่อยน้า” อร่อยเหรอฉันยังไม่เห็นแม่ตักกินซักคำเลย แต่เพื่อเป็นการไม่เสียน้ำใจของแม่ที่เสียสละเวลาอันมีค่ามาคิดค้นสูตรอาหารบ้าบออะไรก็ไม่รู้ให้กับฉันกิน ฉันตัดสินใจตักต้นไม้ใบหญ้าที่อยู่บนจานใส่ปากและพยายามเคี้ยวและกลืนกินให้มันลงสู่กระเพาะน้อยๆ ของฉันจนหมดจานในเวลาที่ไม่นานนัก

“แม่หนูอิ่มแล้วหนูขอตัวไปนอนก่อนนะค่ะพรุ่งนี้ตื่นขึ้นมาจะได้สดชื่น (ถ้าอาหารของแม่ไม่ทำพิษนะ)”

“จ้า เดี๋ยวแม่ขอจัดการอาหารก่อนแล้วกันนะ” แม่คิดจะกินหลังจากที่ฉันกินหมดเนี่ยนะ OxO???

“โฮ่ๆๆๆ ไม่น่าเชื่อว่ามันจะกินได้จริงๆ วันหลังต้องคิดสูตรใหม่เพิ่มเสียแล้ว”

“...” ฉันหยุดชะงักเท้าที่กำลังจะก้าวขึ้นบันไดมันทำให้ฉันถึงกับพูดไม่ออกบอกไม่ถูกเมื่อได้ยินประโยคเด็ดของคุณแม่ ~ ไม่น่าเชื่อว่ามันจะกินได้จริงๆ ~ ฉันกลายเป็นหนูทดลองอาหารที่สุดแสนจะพิสดารของคุณแม่เสียแล้ว แล้วฉันจะมีชีวิตอยู่รอดจนได้เป็นเจ้าสาวของพี่ต้นข้าวหรือเปล่า เวรของกรรมจริงๆ ชีวิตในวัยทีนของฉันนนนน!!!!!



ฮ้าว ~ เสียงหาวหวอดของฉันดังขึ้นในเช้าอันสดใสและเป็นวันแรกในการก้าวเข้าสู้รั้วโรงเรียนมัธยมปลาย Q10 วันนี้ฉันตื่นเช้ากว่าปกติเพราะตื่นเต้นที่จะได้ใส่ชุดใหม่และได้ไปเรียนที่โรงเรียนแห่งใหม่ หลังจากที่อาบน้ำแปรงฟันเสร็จฉันก็รีบหยิบชุดนักเรียนขึ้นมาสวมแล้วก็รีบวิ่งไป ณ ที่แห่งเดิมนั้นคือหน้ากระจกบานใหญ่นั่นเอง โอ้ววว ~ ฉันเกิดมาเพื่อสิ่งนี้จริงๆ ชุดนักเรียนที่ฉันใส่อยู่มันทำให้ฉันดูดีขึ้นดูน่ารักขึ้นและยิ่งไปกว่านั้นฉันดูเป็นคุณหนูไฮโซม๊าก >O< ฉันอยู่หน้ากระจกบานนี้ที่ไรเหมือนตัวเองเป็นสโนไวท์ทุกที กระวิเศษเอ๋ยบอกข้าเถิดใครงามเลิศในปฐพี และคำตอบก็คงเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากน้ำแข็งคนนี้ฮิๆๆๆ ^_^

“น้ำแข็ง น้ำแข็งเสร็จหรือยังลูกรีบมาทานข้าวเร็วเดี๋ยวมันจะสาย” เสียงเรียกของแม่ทำให้ฉันตื่นจากโลกของการเป็นสโนไวท์ทันที แล้วรีบคว้ากระเป๋าวิ่งลงมาที่โต๊ะอาหาร

“โอ้โห! ทำไมวันนี้ลูกน้ำแข็งของแม่ดูน่ารักจัง” ฉันยิ้มแก้มแทบแตกเมื่อได้ยินคำเยินยอของแม่ที่ไม่บ่อยนักที่จะชมลูกสาวสุดน่ารักคนนี้

“ก็น่ารักเหมือนแม่นั่นแหล่ะค่ะ”

“โฮ่ๆๆๆ ของมันแน่อยู่แล้วล่ะ” เรื่องหลงตัวเองต้องยกให้เขาคนนี้เลยแม่ของฉันเอง แต่เอ๊ะ...ฉันคิดว่าฉันก็น่าจะได้เชื้อมาจากแม่บ้างเหมือนกันนะแต่ไม่เป็นไรก็มันเรื่องจริงนี่น่าที่เราแม่ลูกเป็นคู่ที่น่ารักที่สุดในหมู่บ้านฮุๆๆๆ =_=;

“ลูกสาวแม่น่ารักอย่างนี้และไปเรียนที่โรงเรียนดังๆ อย่างนั้น น้ำแข็งต้องหาลูกเขยมาฝากแม่ซักคนนะเอาแบบหล่อ....”

“พอ...พอเลยค่ะแม่หล่อแบบที่แม่ต้องการมันไม่มีหรอกค่ะในยุคนี้ และอีกอย่างคนที่จะมาเป็นสามีในอนาคตของน้ำแข็งต้องเป็นพี่ต้นข้าวคนเดียวเท่านั้น” ฉันรีบยกมือห้ามไม่ให้แม่พูดต่อ

“ต้นข้าว ~ ต้นข้าวไหนแม่รู้จักแต่ต้นไม้ใบหญ้าแถวๆ บ้านนี้แหล่ะ”

“ก็พี่ต้นข้าวที่เมื่อก่อนเขาอยู่บ้านติดกับเราไง แล้วแม่เขาก็ได้สามีฝรั่งก็เลยย้ายไปอยู่ที่อังกฤษไงค่ะแม่”

“อ้อ (ที่จริงยังนึกไม่ออก) ปานนี้เขามีเมียไปแล้วมั้ง”

“แม่อะ พี่ต้นข้าวเขาอายุมากกว่าน้ำแข็งแค่สองปีเองนะค่ะเขาจะมีเมียได้ยังไง” ฉันเงยหน้าขึ้นจากจานข้าวที่อยู่ตรงหน้า แล้วทำหน้ามุ้ยแก้มป่องไม่พอใจที่แม่ใส่ร้ายพี่ต้นข้าวสุดที่รักของฉัน

“อ้าว แม่พูดจริงๆ นะผู้ชายสมัยนี้เชื่อใจได้ที่ไหนปานนี้เขาอาจจะลืมหนูไปแล้วก็ได้อย่ายึดติดกับอดีตสิจ๊ะคนเราต้องอยู่กับปัจจุบันและอนาคตข้างหน้า” แม่ยิ้มอบอุ่นให้กับฉัน

“ค่ะแม่”

หลังจากทานข้าวอิ่มแล้วฉันจึงเดินออกจากบ้านมาขึ้นรถเมล์ ตลอดระยะทางที่นั่งรถเมล์มาที่โรงเรียนฉันนั่งคิดถึงคำแม่พูดมาตลอดทาง วันนี้แม่พูดดีมีสาระที่สุดเท่าที่จำได้แม่ไม่ค่อยพูดเรื่องมีสาระสักเท่าไหร่แต่วันนี้แม่พูดได้แทงใจดำฉันมากๆ ไม่ใช่ว่าฉันไม่เคยคิดเรื่องที่แม่พูดแต่ฉันเลือกที่จะไม่คิดมากกว่าและตอนนี้ก็มีคนมาแย่งแหวนที่พี่ต้นข้าวให้ไปแล้ว หรือว่านี้คือลางบอกเหตุว่าพี่ต้นข้าวได้มีคนแย่งไปแล้ว OoO โอ้ววว ~ ไม่ฉันไม่ยอมนะเอาพี่ต้นข้าวฉันคืนมา

“เฮ้ย คอปเตอร์ถึงโรงเรียนแล้วตื่นๆ ไอ้นี่ขี้เซาจริงๆ” ฉันหลุดจากภวังค์เมื่อมีกลุ่มเด็กผู้ชายเรียกกันเสียงดังโหวกเหวกโหวกเหวก เฮ้ย! นี่มันถึงโรงเรียนแล้วนี่หว่าฉันมองเห็นป้ายหน้าโรงเรียนขณะที่รถกำลังจะออก

“เดี๋ยวค่ะอย่าเพิ่งไปหนูจะลงป้ายนี้ค่ะ” เมื่อประตูรถเปิดฉันจึงรีบกระโดดลงจากรถทันที เฮ้อ เกือบสายตั้งแต่วันแรกแล้วมั้ยหล่ะเพราะแม่คนเดียวทำให้ฉันคิดมากจนต้องเกือบนั่งรถเลยโรงเรียน

“ยูฮู้...ยัยน้ำแข็งแห้งรอฉันด้วย” ไม่ต้องหันกลับไปมองฉันก็รู้ว่าใครที่มันเรียกฉันว่ายัยน้ำแข็งแห้งมีอยู่คนเดียวยัยดาต้าไวโอเลตนั่นเอง

“ให้ไวยัยดาต้าอย่ามัวชักช้าแล้ววันนี้ใครมาส่งล่ะ”

“แด๊ดดี้ฉันเองฉลองรถ BMW รุ่นใหม่ล่าสุดที่ถอยมาเมื่ออาทิตย์ที่แล้วเลยอยากอวดโฉมให้ชาวบ้านเขาได้ดูเป็นขวัญตาซะหน่อย”

“จ้าแม่ลูกมหาเศรษฐี” ยัยดาต้าเป็นเพื่อนคนเดียวที่มาจากโรงเรียนเก่าและพวกเราเรียนมาด้วยกันตั้งแต่ม.1 และตัดสินใจสอบเข้าที่นี่ด้วยกัน ยัยดาต้าสอบเข้าได้ด้วยความสามารถที่มีอยู่แต่สำหรับฉันต้องใช่คำว่าปฏิหารย์+ดวง+ความฟลุ๊คเข้าด้วยกันจึงทำให้สามารถสอบเข้าที่นี่ได้

“กรี๊ด!!! กรี๊ด!!!กรี๊ด!!!” ฉันถึงกับสะดุ้งกับเสียงร้องกรี๊ดกร๊าดของนักเรียนหญิงกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งหรือว่ามีนักร้องนักแสดงมาเรียนที่นี่หว่าถึงได้กรี๊ดสลบซะขนาดนั้น

“พวกยัยชะนีนั่นกรี๊ดใครวะยัยดาต้าดารานักร้องคนไหนมา” ฉันถามด้วยความสงสัย

“ไม่ใช่ดารานักร้องที่ไหนหรอกนั่นนะลูกชายเจ้าของโรงเรียนเชียวน่า”

“ฉันก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่ามันเกี่ยวกับไอ้เสียงกรี๊ดบ้าๆ นั้นยังไง”

“เธอนี่ไม่รู้อะไรผู้หญิงเกินครึ่งที่สอบเข้าโรงเรียน Q10 ปีนี้เพราะคนคนนี้ล่ะ เขานะทั้งหล่อแล้วก็รวยจึงเป็นที่หมายปองของผู้หญิงหลายๆ คน” ยัยดาต้าใช้นิ้วจิ้มที่หน้าผากฉันอย่างแรง

“เชอะ! พวกบ้าคนรวยแต่มีฉันคนหนึ่งล่ะที่ไม่ได้สอบเข้าที่นี่เพราะเหตุผลบ้าๆ พรรค์นั้น เอ๊ะ ~ นี่อย่าบอกนะว่าเหตุผลที่เธอสอบเข้าที่นี่เพราะนายลูกชายเจ้าของโรงเรียนนั่นยัยดาต้า” ฉันหันหน้ามาจ้องยัยดาต้าอย่างเอาเรื่อง ยัยดาต้าส่งยิ้มแหย่ๆ ให้กับฉันแล้วตอบเสียงอ้อมแอ้ม

“มันก็...นิดหนึ่งนะน่ะแต่ฉันก็ไม่ได้บ้าคลั่งขนาดยัยพวกนั้นนีน่า”

“แล้วไป แต่ก็ช่างเถอะใครจะกรี๊ดกร๊าดอะไรก็ไม่เกี่ยวกับพวกเรานี่เนอะ”

“ชะ...ใช่” ยัยดาต้ารีบพยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วย ถ้าไม่เห็นด้วยแม่จะอาละวาดมีอย่างที่ไหนมาสอบเข้าโรงเรียนเดียวกับเรานึกว่าอยากสอบเข้าเป็นเพื่อนกันแต่ที่ไหนได้มาสอบเข้าเพราะผู้ชายมันน่านัก

“ยัยดาต้าฉันว่าเราเข้าไปที่หอประชุมกันดีกว่าเหลือเวลาอีกไม่มากนักเผื่อเวลาหน่อยเราอาจจะเดินหลงก็ได้โรงเรียนมันออกจะกว้าง ปะ...ไปกันดีกว่า” ฉันและยัยดาต้าจึงเดินมุ่งตรงไปที่ที่คิดว่าน่าจะเป็นหอประชุมโดยไม่คิดที่จะสนใจกับเสียงกรี๊ดกร๊าดที่ยังดังอยู่ต่อเนื่อง

kesmani
ผู้มาเยือน


ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ